เช้าวันนี้ก่อนออกจากโรงแรมเดินผ่านเทอร์โมมิเตอร์ บอกว่าอุณหภูมิภายนอกตอนนี้คือ-5องศาเซลเซียส ซึ่งตามโปรแกรมของวันนี้เราจะต้องเดินอยู่กลางแจ้งตลอดทั้งวัน ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มีแสงแดดตลอดทั้งวันเถอะนะแล้วก็อย่าได้มีลมเลย เพราะพี่จิมมี่ชอบขู่ว่า ที่ปรากจะหนาวเป็นพิเศษกว่าเมืองอื่นๆแม้ว่าจะอุณหภูมิจะเท่ากันก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะจะมีสายลมจากแม่น้ำวัลตาวาพัดพาเอาความหนาวเย็นมาให้แก่พวกเราเป็นระยะๆ
วันนี้เรามีโปรแกรมทัวร์แน่นขนัด พวกเราจึงออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าโดยรถโค้ตนำเรามาส่งที่ทางขึ้นปราสาท พวกเราต้องเดินขึ้นเนินเขามาเอง ทางขึ้นนั้นมีทหารยามซึ่งจะคอยผลัดเปลี่ยนเวรยามและจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายในทุกฤดู คอยยืนเป็นทูตต้อนรับนักท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราแอ๊นชั่นถ่ายรูปโดยมิได้ปริปากบ่นแม้แต่น้อย
เดินขึ้นเนินเขาได้สักพักซึ่งไม่น่าจะเกิน5นาทียังไม่ทันได้รู้สึกว่าออกแรงเดินขึ้นเขาเลยซักนิดซึ่งอาจเป็นเพราะอากาศเย็นและวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่อยู่รอบกายของพวกเราก็เป็นได้
เราก็มาถึงลานหน้าปราสาทกรุงปรากPrague Castle โดยพวกเรานั้นอาจจะเรียกว่าเป็นพวกขี้เห่อก็ได้มั้งเพราะว่ามาถึงเป็นกรุ๊ปแรกเลย ไกด์ท้องถิ่นก็ยังมาไม่ถึง พระราชวังก็ยังไม่ได้เวลาเปิดให้เข้าชม
พวกเราก็เลยได้แต่ชมวิวทิวทัศน์ของกรุงปรากที่มีสายน้ำวัตตาไหลพาดผ่านกลางเมืองที่แสนจะ โรแมนติกแห่งนี้
พี่จิมมี่ชี้ชวนให้พวกเราดูสะพานชาร์ลส์บริดจ์ที่เห่งอยู่ไกลลิบๆบอกว่าบ่ายนี้จะพาไปเดินข้าม แล้วก็ชวนให้ดูยอดโบสถ์และยอดปราสาทต่างๆที่เบียดเสียดรายรอบอยู่ทั่วกรุงปราก จนได้รับการขนานนามว่าเมืองปราสาทร้อยยอด ซึ่งจากการสำรวจก็พบว่ามีถึง500กว่ายอดเชียวนะ
ระหว่างนั้นพี่จิมมี่ก็ยังได้อธิบายต่อไปว่า ชื่อจริงๆของปรากนั้นชื่อว่าปราห่า Praha ซึ่งตามตำนานของชาวโบฮีเมียนที่เล่าขานกันสืบต่อกันมานาน ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่7 มีเจ้าหญิงของชนเผ่าสลาฟผู้ทรงมีพระนามว่าลิบยูชและมีพระสวามีชื่อเจ้าชายพรีมิส ปกครองดินแดนเช็กที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาวินเชอะรัด จนกระทั้งวันหนึ่งเจ้าหญิงลิบยูช ทรงยืนอยู่บนหน้าผาแล้วทอดพระเนตรไปยังพื้นที่ที่เรียกว่าVltava ทรงทำนายว่า จากที่แห่งนี้ จากปราสาทแห่งนี้ ต้นมะกอกทอง2ต้นจะเติบโต ยอดมงกุฎ(หมายถึงกษัตริย์)จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความสุขอันแนบชิดกับดวงดาราและเปล่งประกายไปทั่วโลกให้เห็นเป็นอัศจรรย์ ชนเผ่าต่างๆของโบฮีเมียจะค้อมรับเซ่นสรวงบูชา และถวายอภินันทนาการ องค์หนึ่งชื่อเวนเซสลาส อีกองค์หนึ่งคือสังฆราชแงปรากจะแบ่งบานอยู่ที่นี่ จงเดินทางไปสร้างปรามสาทหลังใหญ่เอาไว้ให้ตรงกับจุดที่ชายชาวเช็กคนหนึ่งได้สร้างบ้าน(ซึ่งบ้านในภาษาเช็กคือPraha)เอาไว้ แล้วตั้งชื่อเมืองนั้นว่าปราหา"
ปราสาทแห่งนี้สร้างอยู่บนเนินเขา ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่9 ในสมัยเจ้าชายBorivoj แห่งราชวงศ์Permyslids ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปราสาทมีการบูรณะอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่4 ปราสาทใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เรื่อยมาจนกระทั้งเมื่อปีค.ศ.1918ก็ได้ใช้เป็นทำเนียบประธานาธิบดี และใช้เรื่อยมาจนกระทั้งถึงปัจจุบัน ภายในกำแพงที่ล้อมปราสาทประกอบด้วยพระราชวัง โบสถ์ วิหาร วัด ถนน อุทยาน และหอคอย
ปราสาทกรุงปรากจัดได้ว่าเป็นปราสาทที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก ในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่4ทรงกำหนดให้กรุงปรากเป็นเมืองหลวงของยุโรปในราวศตวรรษที่14
หลังจากนั้นไม่นานไกด์ท้องถิ่นของเราก็มาถึง พาเราเดินผ่านประตูพระราชวังซึ่งตรงประตูทางเข้านั้นมีประติมากรรมสมัยคริสต์ศตวรรษที่18 เป็นรูปยักษ์BlattlingTitansกำลังต่อสู้กันตนหนึ่งทุบ อีกตนหนึ่งแทง ซึ่งเป็นผลงานของ อิกนาซ แพลทเซอร์
จากประตูนี้สู่ลานชั้นแรกแล้วพวกเราเดินผ่านประตูแมธธีอัสสู่ลานชั้นที่2 ซึ่งเป็นลานน้ำพุกว้าง มีบ่อน้ำโบราณที่ไว้สำหรับใช้ในสมัยโบราณอยู่ตรงมุมด้านใน
เมื่อเราอยู่กลางลานแห่งนี้ อาคารทางด้านขวามือ ปัจจุบัน ใช้เป็นทำเนียบของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเช็ก ส่วนอีกมุมเป็นที่ตั้งของRudolphs Galleryซึ่งด้านในจะมีนิทรรศการแสดงภาพวาดที่จักรพรรดิรูดอร์ฟที่2ทรงสะสมเอาไว้ เป็นที่น่าเสียใจอย่ายิ่งเพราะในช่วงที่เรามานั้นพิพิธภัณฑ์ต่างๆในปราสาทกรุงปรากปิดปรับปรุงชั่วคราวทุกห้องเลย ทำให้เราอดชมปราสาทแห่งนี้ว่ามีความงดงามเพียงใด คุณลุงของฉันเลยได้แต่เข้าไปซื้อหนังสือปราสาทกรุงปรากเล่มหนาในร้านขายหนังสือที่อยู่ในตัวปราสาทมาดูแก้ขัดไปพรางก่อนแทนได้แต่หวังว่าถ้ามีโอกาสมาปรากครั้งหน้าก็อย่าปิดปรับปรุงอีกแล้วกันนะ
edit @ 2007/08/10 05:05:01
edit @ 18 Nov 2009 13:25:46 by หนมอบ
