2007/Aug/10

เช้าวันนี้ก่อนออกจากโรงแรมเดินผ่านเทอร์โมมิเตอร์ บอกว่าอุณหภูมิภายนอกตอนนี้คือ-5องศาเซลเซียส ซึ่งตามโปรแกรมของวันนี้เราจะต้องเดินอยู่กลางแจ้งตลอดทั้งวัน ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มีแสงแดดตลอดทั้งวันเถอะนะแล้วก็อย่าได้มีลมเลย เพราะพี่จิมมี่ชอบขู่ว่า ที่ปรากจะหนาวเป็นพิเศษกว่าเมืองอื่นๆแม้ว่าจะอุณหภูมิจะเท่ากันก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะจะมีสายลมจากแม่น้ำวัลตาวาพัดพาเอาความหนาวเย็นมาให้แก่พวกเราเป็นระยะๆ

 

 

วันนี้เรามีโปรแกรมทัวร์แน่นขนัด พวกเราจึงออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าโดยรถโค้ตนำเรามาส่งที่ทางขึ้นปราสาท พวกเราต้องเดินขึ้นเนินเขามาเอง ทางขึ้นนั้นมีทหารยามซึ่งจะคอยผลัดเปลี่ยนเวรยามและจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายในทุกฤดู คอยยืนเป็นทูตต้อนรับนักท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราแอ๊นชั่นถ่ายรูปโดยมิได้ปริปากบ่นแม้แต่น้อย

 

 

เดินขึ้นเนินเขาได้สักพักซึ่งไม่น่าจะเกิน5นาทียังไม่ทันได้รู้สึกว่าออกแรงเดินขึ้นเขาเลยซักนิดซึ่งอาจเป็นเพราะอากาศเย็นและวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่อยู่รอบกายของพวกเราก็เป็นได้

เราก็มาถึงลานหน้าปราสาทกรุงปรากPrague Castle โดยพวกเรานั้นอาจจะเรียกว่าเป็นพวกขี้เห่อก็ได้มั้งเพราะว่ามาถึงเป็นกรุ๊ปแรกเลย ไกด์ท้องถิ่นก็ยังมาไม่ถึง พระราชวังก็ยังไม่ได้เวลาเปิดให้เข้าชม

พวกเราก็เลยได้แต่ชมวิวทิวทัศน์ของกรุงปรากที่มีสายน้ำวัตตาไหลพาดผ่านกลางเมืองที่แสนจะ โรแมนติกแห่งนี้

พี่จิมมี่ชี้ชวนให้พวกเราดูสะพานชาร์ลส์บริดจ์ที่เห่งอยู่ไกลลิบๆบอกว่าบ่ายนี้จะพาไปเดินข้าม แล้วก็ชวนให้ดูยอดโบสถ์และยอดปราสาทต่างๆที่เบียดเสียดรายรอบอยู่ทั่วกรุงปราก จนได้รับการขนานนามว่าเมืองปราสาทร้อยยอด ซึ่งจากการสำรวจก็พบว่ามีถึง500กว่ายอดเชียวนะ

 

 

ระหว่างนั้นพี่จิมมี่ก็ยังได้อธิบายต่อไปว่า ชื่อจริงๆของปรากนั้นชื่อว่าปราห่า Praha ซึ่งตามตำนานของชาวโบฮีเมียนที่เล่าขานกันสืบต่อกันมานาน ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่7 มีเจ้าหญิงของชนเผ่าสลาฟผู้ทรงมีพระนามว่าลิบยูชและมีพระสวามีชื่อเจ้าชายพรีมิส ปกครองดินแดนเช็กที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาวินเชอะรัด จนกระทั้งวันหนึ่งเจ้าหญิงลิบยูช ทรงยืนอยู่บนหน้าผาแล้วทอดพระเนตรไปยังพื้นที่ที่เรียกว่าVltava ทรงทำนายว่า จากที่แห่งนี้ จากปราสาทแห่งนี้ ต้นมะกอกทอง2ต้นจะเติบโต ยอดมงกุฎ(หมายถึงกษัตริย์)จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความสุขอันแนบชิดกับดวงดาราและเปล่งประกายไปทั่วโลกให้เห็นเป็นอัศจรรย์ ชนเผ่าต่างๆของโบฮีเมียจะค้อมรับเซ่นสรวงบูชา และถวายอภินันทนาการ องค์หนึ่งชื่อเวนเซสลาส อีกองค์หนึ่งคือสังฆราชแงปรากจะแบ่งบานอยู่ที่นี่ จงเดินทางไปสร้างปรามสาทหลังใหญ่เอาไว้ให้ตรงกับจุดที่ชายชาวเช็กคนหนึ่งได้สร้างบ้าน(ซึ่งบ้านในภาษาเช็กคือPraha)เอาไว้ แล้วตั้งชื่อเมืองนั้นว่าปราหา"

 

 

ปราสาทแห่งนี้สร้างอยู่บนเนินเขา ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่9 ในสมัยเจ้าชายBorivoj แห่งราชวงศ์Permyslids ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปราสาทมีการบูรณะอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่4 ปราสาทใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เรื่อยมาจนกระทั้งเมื่อปีค.ศ.1918ก็ได้ใช้เป็นทำเนียบประธานาธิบดี และใช้เรื่อยมาจนกระทั้งถึงปัจจุบัน ภายในกำแพงที่ล้อมปราสาทประกอบด้วยพระราชวัง โบสถ์ วิหาร วัด ถนน อุทยาน และหอคอย

ปราสาทกรุงปรากจัดได้ว่าเป็นปราสาทที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก ในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่4ทรงกำหนดให้กรุงปรากเป็นเมืองหลวงของยุโรปในราวศตวรรษที่14

 

 

หลังจากนั้นไม่นานไกด์ท้องถิ่นของเราก็มาถึง พาเราเดินผ่านประตูพระราชวังซึ่งตรงประตูทางเข้านั้นมีประติมากรรมสมัยคริสต์ศตวรรษที่18 เป็นรูปยักษ์BlattlingTitansกำลังต่อสู้กันตนหนึ่งทุบ อีกตนหนึ่งแทง ซึ่งเป็นผลงานของ อิกนาซ แพลทเซอร์

จากประตูนี้สู่ลานชั้นแรกแล้วพวกเราเดินผ่านประตูแมธธีอัสสู่ลานชั้นที่2 ซึ่งเป็นลานน้ำพุกว้าง มีบ่อน้ำโบราณที่ไว้สำหรับใช้ในสมัยโบราณอยู่ตรงมุมด้านใน

เมื่อเราอยู่กลางลานแห่งนี้ อาคารทางด้านขวามือ ปัจจุบัน ใช้เป็นทำเนียบของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเช็ก ส่วนอีกมุมเป็นที่ตั้งของRudolphs Galleryซึ่งด้านในจะมีนิทรรศการแสดงภาพวาดที่จักรพรรดิรูดอร์ฟที่2ทรงสะสมเอาไว้ เป็นที่น่าเสียใจอย่ายิ่งเพราะในช่วงที่เรามานั้นพิพิธภัณฑ์ต่างๆในปราสาทกรุงปรากปิดปรับปรุงชั่วคราวทุกห้องเลย ทำให้เราอดชมปราสาทแห่งนี้ว่ามีความงดงามเพียงใด คุณลุงของฉันเลยได้แต่เข้าไปซื้อหนังสือปราสาทกรุงปรากเล่มหนาในร้านขายหนังสือที่อยู่ในตัวปราสาทมาดูแก้ขัดไปพรางก่อนแทนได้แต่หวังว่าถ้ามีโอกาสมาปรากครั้งหน้าก็อย่าปิดปรับปรุงอีกแล้วกันนะ


edit @ 2007/08/10 05:05:01

edit @ 18 Nov 2009 13:25:46 by หนมอบ

2007/Aug/08

พอตกบ่ายเราออกเดินทางจากKarlovy varyมายังกรุงPrague เส้นทางผ่านหมู่บ้านอันแสนน่าอยู่หลายแห่งจนมาถึงชานเมืองปราก การจราจรเริ่มติดขัดเพราะเรามาถึงเกือบ5โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาเลิกงานพอดี เราผ่านสโมสรฟุตบอลอันแสนยิ่งใหญ่ของชาวโบฮีเมียนนั่นคือสโมสรฟุตบอลสปาต้าปราก ต่อจากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่กรุงปรากซึ่งในค่ำคืนนี้เราจะเดินเที่ยวในเขตเมืองใหม่ก่อนซึ่งเป็นย่านธุรกิจ แหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์แนม ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองของโบฮีเมียน นั่นคือ Wenceslas square ที่รายล้อมด้วยอาคารสวยทรงคลาสสิคสไตล์อาร์ตนูโว ซึ่งสวยงามไม่แพ้ชองเอลิเซ่ของปารีสเลย

จตุรัสแห่งนี้กินเนื้อที่ตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดินMuzeumจนกระทั้งไปสิ้นสุดบริเวณสถานีMustek

ถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักใจกลางกรุงเป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเขตเมืองใหม่กับเขตเมืองเก่ามีความยาว750เมตร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่4 ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชนชาติโบฮีเมียน พี่ไกด์บอกเราว่าในอดีตถนนสายนี้เป็นตลาดค้าม้า ผ้า และอาวุธ เมื่อก่อนจะมีคำกล่าวว่า"พบกันที่ทหารม้า"ซึ่งนั่นก็หมายความถึงรูปปั้นของSt.Wenceslasที่นั่งบนหลังม้านั่นเอง ปฏิมากรรมของกษัตริย์เวนเซศลาสบนหลังม้านั้น แต่ละมุมของฐานมีเสาหินแกะสลักนักบุญ4รูป ได้แก่ St.Ludmila,St.Prokop,St.Vojtech และSt.agnes

โดยค่ำนี้เรามีเวลาเดินเที่ยวในย่านนี้2ชั่วโมงก่อนที่จะกลับมาเจอกันตรงหัวมุมสุดปลายของถนน ซึ่งพี่จิมมี่ซึ่งเป็นไกด์ของเราบอกว่า วันนี้ให้เดินสำรวจกรุงปรากเสียก่อนยังไม่ต้องรีบช็อปปิ้งกันนะเพราะพรุ่งนี้เรายังมีเราเวลาตอนบ่ายให้เดินช็อปปิ้งได้อีก แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปแลกเงินคราวน์ ที่อัตราแลกดีและไม่คิดค่าคอมมิชชั่น โดยให้คำนวณให้พอกับราคาสินค้าที่ต้องการซื้อทั้งหมดเพราะจะได้ไม่ต้องมีเงินเหลือที่จะต้องแลกคืนทีหลังเพราะอัตราขายย่อมถูกกดกว่าอัตราที่ซื้ออย่างมาก แล้วสิ่งที่พี่จิมมี่ย้ำกับพวกเรากันนักกันหนาตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็คือ ถ้าจะซื้อของฝากอะไรก็ตามหรือโดยเฉพาะพวกช็อคโกแล็ตให้ซื้อที่เชคนะเพราะราคาจะถูกว่าประเทศอื่นๆในยุโรปเพราะค่าครองชีพของเชคยังต่ำอยู่เพราะยังใช้เงินคราวน์แต่อีกไม่นานเชคก็จะใช้เงินยูโรเหมือนประเทศอื่นๆ(ซึ่งปัจจุบันนี้เชคคงใช้เงินสกุลยูโรแล้วแหละ) ถ้าเป็นของฝากจำพวกของรับประทานได้พี่จิมมี่แนะนำให้เราซื้อที่ดิสเคาว์สโตนจำพวก โลตัส หรือ คาร์ฟูจะถูกว่าตามร้านค้าทั่วไปนะ หลังจากนั้นก็ให้พวกเราต่างแยกย้ายกันสำรวจจตุรัสกันตามสะดวก

คืนนี้ฉันออกเดินสำรวจจตุรัสตามลำพัง แม้สายลมในคืนนี้ที่ต้อนรับฉันสู่กรุงปรากจะพัดพาเอาความหนาวมาให้เย็นกายเป็นระยะๆ ฉันก็เดินผ่านสายลมหนาวไปอย่างไม่ย่อท้อ แถมมีความสุขเสียอีกที่ได้เดินอยู่ในเส้นทางสุดแสนจะโรแมนติกสายนี้ ฉันเดินเข้าออกร้านเอชแอนด์เอ็ม เอ็มเอ็นจี พรางครุ่นคิดไปว่าฉันจะต้องซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่มดีไหมน่า หลังจากเดินเข้าออกอยู่2-3หนก็ได้คำตอบว่าไม่ดีกว่าเพราะตอนนี้ก็ไม่ได้เซลล์ซักหน่อยตกแล้วเสื้อโค้ตตัวหนึ่งก็ตกราว4000-5000บาทแม้แบบจะสวยถูกใจก็ตาม ถ้าซื้อไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ใช้มันอีกถ้าเมืองไทยมีหิมะตกแบบเข้าบ้างจะจะซื้อแบบไม่ต้องใช้ความคิดเลย ต่อจากนั้นจึงเดินชมร้านขายพวกเครื่องแก้วชื่อดังของชาวโบฮีเมียน พวกสร้อยลูกปัดแบบของพวกยิบซี กำลังเดนเพลินๆอยู่เชียวเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว ฉันจึงจำใจต้องเดินย้อนกลับมาที่หัวมุมสุดปลายของถนนเพื่อไปทานอาหารเย็นกัน

2ทุ่มตรงได้เวลานัดหมายทุกคนก็มาพร้อมกัน พี่จิมมี่พาเราเดินข้ามถนนจากหัวมุมนั้นเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งแล้วเดินขึ้นไปทางด้านขวามือประมาณ6-7ห้องได้เพื่อไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตคารอาหารพื้นเมืองPelikan restaurant เราเดินขึ้นบันไดไปชั้น2ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ5-6ห้องแถวได้ ตรงกลางมีแกรดน์เปียโนหลังใหญ่ตั้งอยู่พร้อมกับนักดนตรียิบซีอีก3คนที่สีไวโอลีนและเซโล่คอยขับกล่อมพวกเราระหว่างการรับประทานอาหาร อาหารค่ำมื้อนี้ก็เป็น3คอร์สอีกเช่นเคย คือมี สลัด เมนคอร์สเป็นสเต็ค แล้วก็ขนมเค้กเป็นของหวาน ซึ่งก่อนทำการเสริฟสลัดก็จะมีขนมปังก้อนกลมๆเล็กให้ทาเนยทานเรียกน้ำย่อยก่อน

หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเราจึงเดินทานกลับที่พักคือMoevenpick hotel ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลมากนัก พี่จิมมี่บอกกับพวกเราว่าใกล้โรงแรมมีคาร์ฟูด้วยนะ ใครสนใจจะซื้ออะไรก็เดินไปได้ ถ้าไปไม่ถูกพี่เค้าก็จะพาเดินไป ถ้าใครเหนื่อยหรือขี้เกียจก็พักก่อนได้เพราะเราต้องค้างที่ปราก2คืนด้วยกันไว้พรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้นะ

2006/Aug/09

คงจะแปลกใจใช่ไหม ที่มาคราวนี้ไม่เล่าเรื่องท่องเที่ยวเหมือนเคย วันนี้อยากเก็บเรื่องพวกนั้นไว้ก่อนเพราะวันนี้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ตั้งแต่เล็ก เมื่อทำทีไรก็มีความสุขกับมันทุกทีเลย ก็คงจะเหมือนกับทุกๆคนใช่ไหมที่มีความฝันที่ได้ทำมันทีไรก็มักจะมีความสุขกับมันมากๆ ซึ่งบางครั้งความฝันกับชีวิตจริงมันก็ยากที่จะเดินไปด้วยกันใช่ไหม แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ยังมีบางวันที่ได้ทำตามที่ฝันไว้บ้าง อาจเป็นเพราะฉันเป็นเด็กช่างฝันมั้งฉันจึงอย่างทำนู่นทำนี่อยู่เรื่อยไปจนบางคนเค้าบอกว่าฉันเป็นลูกเป็ดเพราะเป็ดมันว่ายน้ำก็ไม่เก่งบินก็ไม่เก่ง เป็นพวกทำอะไรไม่ดีไปซักอย่าง แต่ฉันไม่โกรธเพื่อนคนนั้นหรอกนะเพราะฉันคิดว่าลูกเป็ดอย่างฉันมันก็ดีนะ ได้ทำอะไรหลายๆอย่างได้รู้ทุกอย่าง ใครถามอะไรก็สามารถรู้ได้ มันไม่ดีตรงไหนกันล่ะ

ความฝันของฉันก็คืออยากเป็นเจ้าของร้านดอกไม้ ฉันชอบต้นไม้ ดอกไม้ ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับพวกมันแล้วปรัชญาในการจัดดอกไม้ของฉันก็ไม่มีหลักการอะไรมากมายหรอกเพียงแต่ฉันคิดว่าดอกไม้ทุกดอกมันมีความงามอยู่ในตัวของมันอยู่แล้วเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันมากเพียงแค่เราดูโทนสีให้ไปด้วยกันได้ก็พอ

แล้วที่วันนี้ฉันมีโอกาสได้จัดมันอีกก็เพราะว่าพรุ่งนี้ฉันต้องไปงานรับปริญญาของรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยและวันนี้ได้ไปทำธุระแถวบ้านหม้อเลยแวะไปปากคลองตลาดซื้อดอกไม้กับมาด้วยมาดูผลงานของลูกเป็ดอย่างฉันกันดีกว่า

เริ่มจากดอกไม้ช่อแรกที่จัดเมื่อเกือบ1ปีแล้ว ดอกไม้ช่อนี้พี่ที่รู้จักกันเค้าขอให้ช่วยจัดเอาไปให้สาว ซึ่งก็ดีใจกับพี่เค้าด้วยเพราะเห็นว่ามีโครงการจะแต่งงานกันปีหน้า

ผลงานต่อไปเป็นเพราะน้องชายเห็นแววเลยไปรับงานจากเพื่อนๆมาให้ช่วยจัดดอกไม้ไปให้สาวๆในวันวาเลน ไทน์ปีนี้ หลังจากงานนั้นเลยไม่อยากเปิดร้านซักเท่าไหร่แล้วเพราะวันนั้นต้องจัดดอกไม้ถัง5ช่อเลยเบื่อไปนาน

ส่วนพวกนี้เป็นผลงานของวันนี้

แล้วก็อีกช่อ1

และฉันก็เกิดความฝันขึ้นมาอีกแล้วว่าเป็นคนจัดดอกไม้สำหรับงานแต่งงาน แต่ใครกันนะที่เค้าจะยอมกล้าเสี่ยงให้ฉันทำให้แต่มันก็คงจะเป็นแค่ความฝันเป็นแน่เพราะการที่ต้องจัดงานทั้งงานคงจะต้องยากและวุ่นวายกว่านี้เป็นแน่

ถ้าใครสนใจก็ติดต่อกันได้นะ ก็อย่างที่เล่ามานั่นแหละว่าทำเพราะใจรักก็เลยไม่ค่อยได้สนใจเรื่องราคา อย่างตอนวันวาเลนไทน์คิดแค่ช่อละ250บาทแถมตอนไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดยังได้ใบสั่งมาเป็นของแถมอีกต่างหาก กลุ้มใจจริงๆ 555....


edit @ 2006/08/09 21:59:55